I've come across this phrase while I was driving today - back again to Bangkok where I belong but however, I feel so foreign right here and right now - I guess it's because I have travelled too much these days. It's not my intention but sometimes trips just keep coming to me :)
In this last 1.5 months, I've been to S.Korea, India and then Malaysia. I can't say that I did not enjoy it because it turns out to be otherwise. Even more precise, I can say, the more I travel, the more pleasure I've gained -- I don't know why either..
Now I'm trying to figure out why everything new I've experienced abroad can easily touch my heart :) Guess it's because I'm open-minded (or I just love travelling than doing other things!) which I find as one of the most essential part when you decide to be a world traveller! To experience and absorb a new culture, I think we have to be really open - otherwise you will not be able to enjoy it at all - I think that's why culture shocks and barriers occur to some group of people only!
Some friends try to ask me which country I like best so far - honestly I can't answer - I feel that each country with their own unique culture, architecture, lifestyle and food offer totally different feelings to me.. and I can't really compare one to another! And that won't be fair for all the friends I have made in those countries either ;)
Anyway, it seems to hard to express my feelings - words are not really enough to say how much grateful I am to travel and make new friends and see things :) Thanks for all the hospitality in everywhere I visited. I now realised that I am really lucky that I hardly face any bad things when I was abroad (maybe except that evening in the night market in Hanoi when my handbag was cut by the pickpocketer!)...
See you again, world - I don't know where my next destination is...but one thing I know for certain is that I cannot stop travelling - coz maybe it's my destiny :) No complain anyway ^^ Lastly, I think the art of travel is really nothing new.. i feel that everyone can enjoy your trip - regardless of the destination, luxurious or economic - just simply open your eye, and all the world is yours :)
*** trips to be updated: S.Korea, India and Malaysia + all other trips in the past!!!!!!
Wednesday, June 13, 2007
Sunday, April 8, 2007
New York, New York
ใครๆก็รู้จักนิวยอร์ค ทั้งจากหนังหลายๆเรื่อง (เช่น Home Alone 2, the Terminal, กุมภาพันธ์) แต่ก็คงไม่มีอะไรเกินไปกว่าเหตุการณ์สะเทือนขวัญ 11 กันยาฯ และแม้ว่าจะไม่มีสองตึกของเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ไปแล้ว และแม้ว่าการตรวจตาด้านความมั่นคงจะเข้มข้นมากขึ้น ก็ไม่ได้กระทบกระเทือนเสน่ห์ของนิวยอร์คไปแม้แต่น้อย สังเกตได้จาก เที่ยวบินเกือบทุกเที่ยวไปนิวยอร์คจากยุโรปเต็มเกือบทุกเที่ยว และคิวอันแสนยาวเหยียดที่ตรวจคนเข้าเมืองของสนามบิน
เราก็โชคดีอีกแล้วที่ถูกส่งไปสังเกตการณ์การประชุม General Assembly ที่ UN และก็ร่วมกับเพื่อนๆจากอีกหลายองค์กรจัด side event ร่วมกันที่นั่นด้วย ไปอยูนิวยอร์คหนึ่งสัปดาห์ ทุกวันต้องใช้ชีวิตในตึกยูเอ็น แทนที่จะได้ไปช้อปปิ้งกับเมืองที่แสนตื่นตาตื่นใจ แต่หลังๆก็โดดงาน และชวนเพื่อนๆไปอยู่ ทั้งที่ Time Square (ซึ่งเป็นทางเดินกลับโรงแรมทุกวัน), 5th Avenue ซึ่งมีร้านหรูมากมาย ทั้ง NBA Store, ร้านของเล่น, ร้านอาหาร, รวมทั้งห้าง Macy's และอื่นๆที่เท้าลากไป และก็ไปกินอาหารนานาชาติมากมายทั้งอาหารอิตาเลียนที่ Little Italy อาหารเกาหลี (อันนี้เราอยากกิน และบังคับเพื่อนๆไป) ที่ Korea's town และอาหารเวียดนาม กะเจ้าหน้าที่จาก YMCA (ขอบคุณนะค้าที่เลี้ยง อิอิ) และที่อื่นๆมากมาย รวมทั้ง Hamburger, New York Cheesecakes
ที่แย่อย่างนึงก็คือ ช่วงที่ไปนั้น เป็นเดือนรอมฎอนของเพื่อนมุสลิมที่ถูกส่งไปกะเรา (Hany) ทำให้ทุกมื้อกลางวันเราไม่ค่อยกล้ากิน ทั้งๆที่หิว เพราะกลัวบาป เนื่องจากเป็นการยั่วยวนเพื่อนเราให้อยากกินตามไปด้วย รู้นะว่าหิว แต่เค้าก็อดทนมากเลย ฉะนั้นทุกมื้อเย็นจะเป็นมื้อที่กินเยอะมากๆ (ทั้งๆที่เราก็ไม่ได้อดอาหารมาทั้งวันแบบเค้า เหอๆ)
โปสการ์ดพวกนี้ เราชอบมาก (แนวดี) และจำได้ว่าซื้อที่ Barnes and Noble แถวๆถนน 62 และซื้อในคืนแรกที่ไปถึงเลย และหลังจากนั้นก็ไม่เจอโปสการ์ดที่ออกมาเป็นแนวนี้อีก
สะพานแมนฮัตตัน นั่ง yellow cab จากแอร์พอร์ตเพื่อไปแมนฮัตตัน จะอินกับหนังหลายเรื่องมากๆ เวลาผ่านสะพานนี้
Time Sqaure คึกคักมากๆช่วงกลางคืน เป็นที่ตั้งของแหล่งช้อปปิ้ง และสถานบันเทิงทั้งหลาย รวมทั้งบรอดเวย์ (ไม่ได้เข้าไปดู ไม่มีตังค์)
รูปนี้แนวได้อีก เป็นยอดตึก Empire State อันโด่งดัง การไปนิวยอร์คและได้เจอลูกเสือที่เป็น volunteer อยู่ที่นู่นทำให้ได้รู้ว่า สำนักงานลูกเสือประจำนิวยอร์คก็อยู่บนตึกนี้ (ชั้น 42) ด้วยเช่นเดียวกัน (ไฮโซกว่านี้มีอีกมั้ย)
และรูปส่งท้าย ตึกเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ที่กลายเป็นตำนาน เราและเพื่อนได้ไปที่ ground zero และได้ฟังคนอเมริกันหลายคนเล่าเรื่องวันที่เกิดเหตุว่าเมืองเต็มไปด้วยฝุ่นคลุ้งและคนตาย เป็นเรื่องที่น่าเศร้ามากๆ (แต่ก็ความผิดใครล่ะ?! เรียนไออาร์มาก็อดคิดไม่ได้ เหอๆ)
เราก็โชคดีอีกแล้วที่ถูกส่งไปสังเกตการณ์การประชุม General Assembly ที่ UN และก็ร่วมกับเพื่อนๆจากอีกหลายองค์กรจัด side event ร่วมกันที่นั่นด้วย ไปอยูนิวยอร์คหนึ่งสัปดาห์ ทุกวันต้องใช้ชีวิตในตึกยูเอ็น แทนที่จะได้ไปช้อปปิ้งกับเมืองที่แสนตื่นตาตื่นใจ แต่หลังๆก็โดดงาน และชวนเพื่อนๆไปอยู่ ทั้งที่ Time Square (ซึ่งเป็นทางเดินกลับโรงแรมทุกวัน), 5th Avenue ซึ่งมีร้านหรูมากมาย ทั้ง NBA Store, ร้านของเล่น, ร้านอาหาร, รวมทั้งห้าง Macy's และอื่นๆที่เท้าลากไป และก็ไปกินอาหารนานาชาติมากมายทั้งอาหารอิตาเลียนที่ Little Italy อาหารเกาหลี (อันนี้เราอยากกิน และบังคับเพื่อนๆไป) ที่ Korea's town และอาหารเวียดนาม กะเจ้าหน้าที่จาก YMCA (ขอบคุณนะค้าที่เลี้ยง อิอิ) และที่อื่นๆมากมาย รวมทั้ง Hamburger, New York Cheesecakes
ที่แย่อย่างนึงก็คือ ช่วงที่ไปนั้น เป็นเดือนรอมฎอนของเพื่อนมุสลิมที่ถูกส่งไปกะเรา (Hany) ทำให้ทุกมื้อกลางวันเราไม่ค่อยกล้ากิน ทั้งๆที่หิว เพราะกลัวบาป เนื่องจากเป็นการยั่วยวนเพื่อนเราให้อยากกินตามไปด้วย รู้นะว่าหิว แต่เค้าก็อดทนมากเลย ฉะนั้นทุกมื้อเย็นจะเป็นมื้อที่กินเยอะมากๆ (ทั้งๆที่เราก็ไม่ได้อดอาหารมาทั้งวันแบบเค้า เหอๆ)
โปสการ์ดพวกนี้ เราชอบมาก (แนวดี) และจำได้ว่าซื้อที่ Barnes and Noble แถวๆถนน 62 และซื้อในคืนแรกที่ไปถึงเลย และหลังจากนั้นก็ไม่เจอโปสการ์ดที่ออกมาเป็นแนวนี้อีก
สะพานแมนฮัตตัน นั่ง yellow cab จากแอร์พอร์ตเพื่อไปแมนฮัตตัน จะอินกับหนังหลายเรื่องมากๆ เวลาผ่านสะพานนี้
Time Sqaure คึกคักมากๆช่วงกลางคืน เป็นที่ตั้งของแหล่งช้อปปิ้ง และสถานบันเทิงทั้งหลาย รวมทั้งบรอดเวย์ (ไม่ได้เข้าไปดู ไม่มีตังค์)
รูปนี้แนวได้อีก เป็นยอดตึก Empire State อันโด่งดัง การไปนิวยอร์คและได้เจอลูกเสือที่เป็น volunteer อยู่ที่นู่นทำให้ได้รู้ว่า สำนักงานลูกเสือประจำนิวยอร์คก็อยู่บนตึกนี้ (ชั้น 42) ด้วยเช่นเดียวกัน (ไฮโซกว่านี้มีอีกมั้ย)
และรูปส่งท้าย ตึกเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ที่กลายเป็นตำนาน เราและเพื่อนได้ไปที่ ground zero และได้ฟังคนอเมริกันหลายคนเล่าเรื่องวันที่เกิดเหตุว่าเมืองเต็มไปด้วยฝุ่นคลุ้งและคนตาย เป็นเรื่องที่น่าเศร้ามากๆ (แต่ก็ความผิดใครล่ะ?! เรียนไออาร์มาก็อดคิดไม่ได้ เหอๆ)
ตูนีเซีย Tunisia และสิ่งที่เหลือรอด
เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา พยายามค้นหาหนังสือที่ดองไว้ในชั้นมาอ่าน จึงหยิบเรื่อง The Orange Girl ของ Jostein Gaarder (คนเขียน "โลกของโซฟี") มา แต่สิ่งที่พบในหนังสือน่าดีใจยิ่งนักก็คือ เจอโปสการ์ดที่เหลือรอดมาจากทริปที่ไปตูนีเซีย ที่โปสการ์ดทั้งหลายที่ส่งให้เพื่อนๆทั้งกลุ่มกลับไม่ถึงใครซักคน (นอกจากส้มมั้ง) และรูปที่ถ่ายไปก็หายไปทั้งหมดหลังจาก harddisk ที่แล็ปท้อปได้พังไป T.Tโปสการ์ดใบนี้จึงทำให้นึกถึงเมื่อครั้งที่ได้ไปที่นั่นเป็นอย่างมาก เรื่องมันมีอยู่ว่า เมื่อครั้งได้ไปทำงานที่สวิตเซอร์แลนด์ ได้มีการจัดการประชุมลูกเสือโลกหรือ World Scout Conference (ซึ่งจัด 4 ปีครั้ง) พอดีว่าครั้งนี้จัดที่ตูนีเซีย และก็โชคดีมากๆที่เกือบทุกคนในที่ทำงานต้องไปงานนี้เพื่อช่วยงานที่จะมีลูกเสือกว่าพันคนมาประชุม เราก็ต้องไปด้วยทั้งๆที่ไม่มีงานจริงจังอะไรต้องทำ และก็ต้องไปอยู่ที่นั่นกว่า 3 สัปดาห์ในช่วงฤดูร้อนซึ่งแน่นอนว่าอากาศร้อนจัด
แต่ไหนๆก็ไม่สำคัญ เพราะเป็นประเทศที่แน่นอนว่าไม่ได้ไปกันง่ายๆและที่สำคัญก็คือไปฟรี อิอิ
เมืองที่จัดงานนี้ คือเมือง Hammamet ซึ่งเป็นหนึ่งในเมืองท่าตากอากาศที่สำคัญของตูนีเซีย ริมทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ซึ่งช่วงที่ไปนั้นเต็มไปด้วยนักท่องเที่ยว (โดยเฉพาะชาวฝรั่งเศส และอิตาเลียน) ส่วนเราและผองเพื่อนที่ทำงานต้องไปนั่งหลังขดหลังแข็งทำงานท่ามกลางบรรยากาศที่น่าท่องเที่ยวเหล่านั้น T.T
โชคดีที่ว่า เจ้าภาพที่นั่นจัดให้พวกเราพักที่โรงแรมสุดหรูห้าดาว (Residence Diar Lemdina) โดยห้องพักนั้นจริงๆแล้วจะเป็นห้องสำหรับครอบครัวแต่สำหรับพวกเราแล้ว พักกันแค่สองคนต่อห้องเท่านั้น ซึ่งถือว่าใช้ห้องได้ไม่คุ้มจริงๆ สองห้องนอน สองห้องน้ำ หนึ่งห้องครัว และยังมีห้องนั่งเล่น และ balcony เล็กๆอีกต่างหาก ดูรูป (เอามาจากเว็บนะ T.T)
รูปโรงแรมในภาพรวม เป็นเหมือนตึกอพาร์ตเม้นท์หลายๆตึกล้อมรอบเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า ตรงกลางเป็นต้นไม้ และสระว่ายน้ำ และเก้าอี้ชายหาดไว้นอนตากแดด
นี่คือรูปหน้าโรงแรม ทางเข้าให้ความรู้สึกเหมือนปราสาทราชวัง และสิ่งที่ดีอีกอย่างของที่นี่คือ มีตลาด (souk อ่านว่า ซุก) ให้นักท่องเที่ยวมาช้อปปิ้ง ซึ่งเก็บตังค์คนที่ไม่ได้พักที่นี่ก่อนจะเข้าด้วย ความรู้สึกอีกอย่างเมื่อมาที่นี่คือ รู้สึกเหมือน Las Vegas ของอาหรับ แต่ไม่มีคาสิโน แต่เรื่องการสร้างโรงแรมที่นี่จะเน้นใหญ่ๆ และมีเอกลักษณ์เพื่อดึงดูดแขก (และไม่แขก) ให้เข้ามาพัก เจ๋งจริงๆ
รูปโรงแรมแบบอัพโคลสอีกรูป สระว่ายน้ำนี่เห็นจริงๆแล้วเล็กมากๆ ว่ายทางกว้างนี่ประมาณสองสามจ้วงก็ถึงอีกขอบ เลยต้องว่ายทางยาวแทน (ซึ่งตลอดสามสัปดาห์ ได้ว่ายน้ำที่โรงแรมนี้หนึ่งรอบ T.T)นอกจากนี้ ยังได้ไป El-Gem ซึ่งเป็นโคลอสเซียมที่ได้รับอิทธิพลมาจากอาณาจักรโรมัน และสร้างในช่วงเดียวกัน ซึ่งอันนี้ได้ไปในวันที่ไปประชุมกันนอกสถานที่ ซึ่งก็อาศัยช่องๆนั้นเป็นเหมือนห้องประชุมกลุ่มย่อยๆ อิอิ ได้ไปช่วยงานหนุ่มหล่อบราซิลเลี่ยน (อาศัยเส้นสายในการมาอยู่กลุ่มนี้สุดริด) ถึงอากาศร้อนก็สู้ตาย อิอิ
แล้วก็ยังได้ใช้เวลาสองวันที่เหลือที่ยังอยู่ที่ตูนีเซีย ไปช้อปปิ้งในเมืองใกล้เคียง (โดยเฉพาะไปตามหาอูฐวิเศษ) และก็ไปเที่ยวตูนิส เมืองคาร์เทจ (ในโปสการ์ด) และเมืองเล็กน้อยที่ตอนนี้จำไม่ได้แล้ว แต่โดยรวมชอบเชียวล่ะ ใครยังไม่มีที่ไปเวลาฮันนีมูน ลองคิดถึงตูนีเซียได้นะ เราเชียร์ขาดใจ อิอิ
Wednesday, April 4, 2007
ได้ฤกษ์ฉลองบล็อคใหม่ :)
เป็นคนขี้เกียจ บวกเรียนหนัก บวกไม่ค่อยอยู่กะที่เท่าไหร่ ผลก็คือ บล็อคที่ผ่านๆมาไม่เคยสำเร็จไปได้ด้วยดี เพราะทำๆไปก็เกิดเบื่อขึ้นมา ทั้งๆที่ก็รู้ว่าอยากทำๆแต่ก็นะ ไร้ผล ไร้ซึ่ง motivation เหอๆ เป็นอย่างนี้ทุกทีสิน่า
แต่ไหนๆก็เรียนจบแล้วด้วยความยากลำบาก และเวลาที่ยาวนานกว่าเพื่อนๆคนอื่นๆ (เพราะต้องใช้เวลาถึง 5 ปี) ถึงเวลาที่ควรจะเป็นเวลาพักผ่อนอย่างจริงจัง และคิดว่าควรจะหันกลับมานั่งเขียนบล็อคได้แล้วเพื่อเป็นการใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์ เหอๆ
แต่ไหนๆก็เรียนจบแล้วด้วยความยากลำบาก และเวลาที่ยาวนานกว่าเพื่อนๆคนอื่นๆ (เพราะต้องใช้เวลาถึง 5 ปี) ถึงเวลาที่ควรจะเป็นเวลาพักผ่อนอย่างจริงจัง และคิดว่าควรจะหันกลับมานั่งเขียนบล็อคได้แล้วเพื่อเป็นการใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์ เหอๆ
Subscribe to:
Posts (Atom)
